Actions

Work Header

Kiss Me Hard Before You Go

Summary:

"I love you, Mav." Ice whispers. "Come back to me." He kisses Maverick's face. "You're one of the best pilots in the whole Navy. You can complete the mission so..." He kisses Maverick. "...complete it..." He kisses again. "... and come back to me." Again, again and again.

Notes:

ชื่อเรื่องมาจากเนื้อเพลง Summertime sadness ของ Lana del Rey ค่ะ เอามากาวว่าท่อนแรกพี่ไอซ์พูดกับแมฟ อารมณ์แบบ “จูบฉันก่อนไป อยากให้รู้ไว้ ว่านายเก่งที่สุด” ประมาณนี้ค่ะ หวังว่าจะชอบกันนะคะ ขอเม้นซักนิดซักหน่อยจะดีต่อใจมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณน๊า

Work Text:

 

 

 

          “กลับมาหาฉัน แมฟ...”

 

          เสียงกระซิบจากความทรงจำเอ่อล้นภายในใจ

 

          กลิ่นของชัยชนะล่องลอยในอากาศ ปลิวว่อนพัดผ่านไปตามแรงลมพร้อมกับเสียงชื่นชมเฮลั่นดังสนั่นจากผู้คนบนลานจอดเครื่องบิน มาเวอริคหลับตา ซึมซับหลากหลายความรู้สึกที่ประดังประเดเข้ามา หมู่มวลอารมณ์อันผสมปนเปวกวนอยู่ภายในใจตั้งแต่แรกเริ่มภารกิจเสี่ยงตายจนถึงท้ายที่สุดเมื่อทุกอย่างจบลง สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความโล่งอก

 

          ฉันทำได้

 

          ฉันพาเด็กทุกคนกลับมาได้ พวกเขาปลอดภัย

 

          เราทำสำเร็จ

 

          ฉันหาหนทางกลับมาหาไอซ์จนได้...

 

          “...ฉันรักนาย...”

 

          ความโล่งอกนั้นคืบคลานไปทั่วเรือนร่างและปลดปล่อยน้ำหนักแห่งความกดดันให้เลือนหาย มาเวอริครู้สึกโล่งสบาย

          มันคือปาฏิหาริย์ เขาเกือบไม่เชื่อสายตาตนเอง ทว่ามันเกิดขึ้นจริง พวกเขาทำได้ ภารกิจสำเร็จลุล่วงด้วยดี และไม่มีใครตาย

          มาเวอริคเกือบไม่เชื่อความจริงที่ปรากฎ

          กลิ่นแห่งชัยชนะจริงแท้เสียจนมาเวอริคแทบสามารถลิ้มรสมันได้ เกลี้ยกล่อมเขา

          ถูกแล้ว พวกเราทำสำเร็จ

          มาเวอริคคิดอย่างยินดี ผละออกจากอ้อมกอดรัดแน่นของลูกชายที่สูญหายและกลับคืนมาของเขา พวกเขาต่างยิ้มกว้างเสียจนปวดใบหน้าไปหมด ทำไงได้ล่ะ ก็พวกเขามีความสุขมากนี่นา

 

          “กลับมาหาฉัน แมฟ... สัญญาสิว่าจะกลับมาหาฉัน...”

 

          ได้เลยที่รัก ฉันกำลังกลับไปหานาย สู่อ้อมแขนอันอบอุ่นคู่นั้น รอยจูบแสนอ่อนหวาน และความรักที่เปี่ยมล้นของนาย ฉันกำลังกลับไปหาทุกอย่างนั่นทั้งหมด

 

 

 

ก่อนหน้านั้น

 

 

 

          “เขาอนุมัติในนายเป็นหัวหน้าทีมภารกิจ”

          ไอซ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่ม กึ่งยอมรับกึ่งเศร้าสร้อย ร่างจมลงสู่เก้าอี้ทำงานอย่างอ่อนล้า

          มาเวอริคยิ้ม อ่อนโยนและเศร้าไม่ต่างกัน “ถูกแล้วไอซ์” เขาบอกสามี “แต่เฮ้ คนที่อนุมัติจริง ๆ ก็คือนายนะ” เขาเติมความหยอกล้อลงไปอย่างท้อแท้ใจเพื่อยกระดับบรรยากาศสีเทาที่อึมครึมอยู่ภายในห้องทำงานของสามีให้เบาบางลง

          “ในฐานะของผู้บังคับบัญชาการฝูงบินแปซิฟิกฉันยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขาว่านายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของทั้งกองทัพเรือในการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ” ไอซ์ถอนหายใจ นิ้วลูบแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายไปมาอย่างเลื่อนลอยและวิตกกังวล “แต่ในฐานะสามีของนาย... นี่เป็นสิ่งที่ฉันทำใจได้ยากจริง ๆ”

          “อย่าเป็นแบบนี้เลยนะ” มาเวอริคกระซิบแผ่วเบา ก้าวข้ามห้อง หันเก้าอี้ของสามีมาตรงหน้าพร้อมหย่อนน้ำหนักของตนลงบนตักที่เขานั่งมานานมากกว่าสามสิบปีอย่างคุ้นเคย ไอซ์ขยับให้เขาได้นั่งสบายขึ้นและผ่อนคลายเมื่อน้ำหนักอันคุ้นชินตกทับบนต้นขาของเขา ปล่อยให้ชายอายุน้อยกว่าโอบแขนรอบคอพร้อมเงยหน้ารับจูบหวานปลอบประโลมใจ สองมือหนาโอบกอดรัดเอวมาเวอริคแนบแน่นเสมือนสื่อสารให้เขารับรู้ว่าอีกคนไม่พร้อมจะปล่อยเขาไปจริง ๆ

          “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายเซ็นอนุมัติให้ฉันไปทำภารกิจเสี่ยงตาย”

          “และฉันหวังว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย” ไอซ์ยกคิ้วขึ้น ท้าทายให้คนบนตักแสดงความเห็น “ฉันรับมันไม่ไหวอีกแล้วแมฟ นาย หลังจากภารกิจ สภาพของนายบนเตียงพยาบาล มันทำให้หัวใจฉันเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นสามีฉันเป็นแบบนั้น ยังไม่นับ ‘การสูญหายระหว่างปฏิบัติภารกิจ’ หลายต่อหลายครั้งที่แทบทุกครั้งทำใจฉันหล่นไปที่ตาตุ่ม ทุกวันนี้ยังคิดอยู่เลยว่าพระเจ้าพลาดไม่แถมโรคหัวใจให้ฉันได้ยังไงกัน มันทำงานหนักเพราะนายเหลือเกิน”

          มาเวอริคหัวเราะเจื่อน รู้สึกผิดและเห็นใจสามี ไอซ์ยังคงเคืองเขาไม่หายหลังจากเหตุการณ์ล่าสุด ดาร์กสตาร์ และการที่เขา ‘สูญหายระหว่างปฏิบัติภารกิจ’ นานถึงแปดชั่วโมง เล่นเอาสามีของเขานั่งไม่ติดเก้าอี้ เขาก้มลง ถูปลายจมูกของเขาเข้ากับไอซ์เบา ๆ กิริยาท่าทางอันนุ่มนวลและอ่อนโยน

          “แต่ทุกครั้ง - ฉันหมายถึงทุกครั้งเลยนะ – ฉันกลับมาหานายเสมอ ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน ไอซ์” เขาเอียงศีรษะและกดจูบเบา ๆ ที่ริมฝีปากสามีซึ่งเผยอรับโดยอัตโนมัติ “ฉันจะกลับมาหานาย”

          “ถ้าไม่กลับมาสิจะตีให้ก้นลายเลย” ไม่ว่าเปล่า ไอซ์ตีที่บั้นท้ายมาเวอริคเบา ๆ เชิงหยอกเย้าเล่นเอาทั้งสองคนเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ยกระดับบรรยากาศให้เริงร่าขึ้นได้สำเร็จ

          ...ก่อนความเศร้าหมองจะย้อนกลับคืนมา ขอเขาเพลิดเพลินกับช่วงเวลาเล็ก ๆ ของเขากับสามีสักหน่อยเถอะ...

          เขาซบหน้าลงซอกคอไอซ์ ที่ประจำที่ทำให้เขาสบายใจเสมอมา หลับตาแล้วเพลิดเพลินกับอ้อมกอดอุ่นและปลายนิ้วลูบไล้แผ่นหลังเขาแผ่วเบา ผิวกายสัมผัสแสงอาทิตย์อัสดงเล็ดลอดผ่านหน้าต่าง สูดกลิ่นกายสดชื่นของไอซ์ซึ่งไม่เคยจางหายไปจากประสาทการรับรู้กลิ่น พร้อมใจที่คิด อยากยืดช่วงเวลานี้ออกไปให้นานกว่านี้

          “ฉันรักนาย แมฟ” ไอซ์เอ่ย กระซิบเสียงแผ่วเบาท่ามกลางห้องที่แสงเริ่มเลือนราง “ตลอดสามสิบกว่าปีที่มีนายมันคุ้นเคยเสียจนฉันไม่รู้จะทำยังไงถ้าเสียนายไป นายเป็นส่วนหนึ่งของฉัน หวานใจ และถ้าขาดส่วนนั้นไปฉันจะไม่มีวันสมบูรณ์อีกเลย และฉัน... ฉันกลัว ที่รัก ทุกครั้งที่ปล่อยนายจากไปเสียงเล็ก ๆ ในใจมักกระซิบ ‘ถ้าเขาไม่กลับมาล่ะ?’ ฉันทำไม่ได้ แมฟ” อ้อมกอดแกร่งกระชับแน่นขึ้นอีก

          “ชู่ววว” มาเวอริคจูบหลังใบหูของไอซ์ “และฉันก็รักนายแหมือนกัน นายต้องเชื่อใจฉันสิ สามีของฉัน”

          “ฉันเชื่อใจนายหมดหัวใจ แต่ไม่เชื่อใจความเป็นไปของสถานการณ์ ที่รัก โอกาสความสำเร็จของภารกิจนี้มันน้อยนิดเหลือเกิน”

          “เฮ้ จำได้ไหมที่นายพูดเองว่า ฉัน เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของทั้งกองทัพเรือในการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ ศรัทธาในคำพูดนี้ ฉันสัญญา ไอซ์ ฉันจะกลับมาหานาย นายกำจัดฉันไปไม่ได้ง่าย ๆ ขนาดนั้นหรอกนะตาแก่”

          ไอซ์หัวเราะในลำคอ ขยับศีรษะและจูบกลุ่มผมสีดำหนักแน่นหนึ่งครั้งก่อนผ่อนลมหายใจ

          “งั้นกลับมาฉันนะ แมฟ”

          “ฉันสัญญา ฉันจะกลับมาหานาย ไอซ์ ฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อกลับมาหานาย”

 

 

          คืนนั้นไอซ์ร่วมรักกับมาเวอริค ถ่ายทอดความรัก ความหวาดกลัว และความหวังผ่านทุกการกระแทกสะโพกเข้าสู่ร่างของเขา ทิ้งให้มาเวอริคส่งเสียงครางฟังไม่ได้ศัพท์ หายใจหอบเพื่อกอบเอาอากาศเข้าสู่ปอดอันเผาไหม้ของเขา สามีผู้อายุมากกว่าไม่ผ่อนแรงสวนสะโพกเลยแม้แต่น้อยขณะก้มลงมอบจุมพิตอันร้อนแรงแทบลืมหายใจให้กับสามีผู้อายุน้อยกว่า “ - แฮ่ก - ไอซ์ - ฉะ ฉันรักนาย พระเจ้า!” เขาอุทานเมื่อปลายแกนกายของไอซ์กระทบจุดอ่อนไหวภายในกาย ส่งความสุขสมไปทั่วเรือนร่าง 

          ไอซ์หัวเราะในลำคอ มุมปากยกขึ้น เหงื่อไหลรินตามขมับ ขณะหยอกเย้าคนใต้ร่าง “ไม่ใช่พระเจ้า ฉันเอง”

          มาเวอริคกลอกตาให้กับอีโก้ของคนเหนือร่างพลางแก้แค้นด้วยการบีบรัดกล้ามเนื้อรอบแกนกายอันใหญ่โตซึ่งอยู่ในกายเขาอย่างแรงจนคนเหนือร่างดังกล่าวส่งเสียงขู่ฟ่อ แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ยอมแพ้กลับแก้แค้นเช่นกัน ไอซ์หยัดกายขึ้น เลื่อนมือจากเดิมที่เคยจับประสานกันแน่นกับมาเวอริคระหว่างร่วมรักมาคว้าสะโพกสองข้างของเขา หนีบแนบแน่นราวคีมเหล็ก พลางเปลี่ยนองศาการกระแทก ถอนกายจนเกือบหลุดการรวมเป็นหนึ่งก่อนสวนเอวกลับสู่ร่างอย่างหนักแน่น รุนแรง และมีจุดมุ่งหมาย ปล่อยให้มาเวอริคอ้าปากกว้างหายใจเฮือก ตาแทบเหลือกกลับเข้ากะโหลกศีรษะจากความเพลิดเพลินแห่งเนื้อหนังซึ่งแล่นพล่านฉับพลันจนปลายเท้าปลายมือหงิกงอ สองขาเกาะเกี่ยวรอบเอวไอซ์ไม่ปล่อย ปลายเล็บเท้าจิกเข้าที่สะโพกของคนกระแทก ทิ้งร่องรอยเอาไว้ ส่วนมือขยุ้มผ้าปูที่นอนแน่นขณะรับมือกับจังหวะรัวเร็วของไอซ์ผู้กระแทกกระทั้นราวนี่คือภารกิจชี้ชะตาและโอกาสครั้งสุดท้ายของเขา

          ...ซึ่งก็อาจจะจริง ทว่ามาเวอริคไม่มีเวลาได้คิด เขาจะคิดมากได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้สมองเขาโล่งโปร่ง เหลวเป๋ ประมวลผลแทบไม่ได้จากความสุขสมที่มากล้น ความคิดวนแต่ชื่อ ไอซ์ ไอซ์ ไอซ์ จดจ่ออยู่กับความสุขที่ผู้เป็นสามีมอบให้

          พวกเขาต่างเคยร่วมรักด้วยกันมามากกว่าร้อยกว่าพันครั้ง และทุกครั้งนั้นไอซ์มอบความเร่าร้อนให้มาเวอริคราวกับเป็นครั้งแรกของทั้งคู่ทุกคราไป ทิ้งให้แข้งขาเขาอ่อนแรง ประกายความสุขแล่นพล่านไปทั่วร่าง พึงใจยิ่งกว่าสิ่งใด

          (อาจจะเว้นการบินไว้อย่าง)

           หลังจากเขาปลดปล่อยและไม่นานนักไอซ์ก็ไล่ตามมาเช่นกัน ฉีดพุ่งสัญลักษณ์แห่งความเป็นเจ้าของไว้ในกายของมาเวอริค (เฉกเช่นหลายร้อยหลายพันครั้งที่ผ่านมา)

           มาเวอริคเป็นของไอซ์พอ ๆ กับที่เขาเป็นของท้องนภา เขาอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่แล้วและเขาไม่พร้อมจะจากไปในเร็ว ๆ นี้หรอก

 

 

           พวกเขาต่างปล่อยให้กันและกันอิ่มเอิบกับความสุขสม นอนกอดกันบนเตียงยับเยินจากกิจกรรมสุดร้อนแรง พักจนการหายใจกลับมาปกติ จากนั้นไอซ์ก็ค่อย ๆ ปล่อยมาเวอริคจากอ้อมแขน กระซิบถ้อยคำปลอบโยนเมื่อได้ยินเสียงทักท้วงที่ไม่ต้องการแยกจากกัน ลุกจากเตียง ให้ร่างเล็กบนเตียงนอนตะแคงเท้าศีรษะมองชื่นชมทัศนียภาพอันงดงาม พระเจ้า ไอซ์อายุมากขึ้นและยังคงน่ามองราวกับไวน์ที่ถูกบ่มไว้อย่างดี มาเวอริคโชคดีอะไรอย่างนี้ที่คว้าสามีอย่างเขามาครอบครองได้ 

           เขาเดินไปยังโต๊ะภายในห้องและหยิบชามใส่สตอเบอรี่พูนจนเกือบล้นพร้อมขวดน้ำกลับมายังเตียงนอนตามเดิม ไอซ์นั่งที่ขอบเตียงเคียงข้างมาเวอริค เขาหยิบผลสตรอเบอร์รี่ลูกใหญ่แล้วป้อนให้สามีที่อ้าปากรอรับอยู่แล้ว ความหวานปนเปรี้ยวปะทุขึ้นภายในปากส่งผลให้คนทานส่งเสียงครางอย่างอดไม่อยู่ และคนป้อนหัวเราะอย่างเอ็นดู

           “เซ็กส์แล้วตามสตรอเบอร์รี่ นายรู้ใจฉันจังเลย”

           ไอซ์ยิ้มอ่อนโยน เขาโน้มตัวมาเลียริมฝีปากของสามีซึ่งเปื้อนน้ำจากผลไม้ทำให้อีกฝ่ายหัวเราะคิกคัก 

           “ฉันแต่งกับนายทั้งอย่างไม่เป็นทางการและเป็นทางการนานตั้งสามสิบกว่าปี ไม่รู้ใจนายสิแปลก”

           “สามีใครเนี่ย สุดยอดจริง ๆ”

           “ของนายไง”

           ไอซ์หัวเราะพลางทานผลไม้ไปด้วย พวกเขาต่างหยอกล้อกันไปมา แย่งผลไม้ราวกับเด็กเล็ก แล้วจบลงด้วยการนอนกอดกัน 

 

 

           ร่างของมาเวอริคนอนก่ายอยู่บนกายไอซ์ แก้มแนบกับอกแกร่ง ฟังเสียงเต้นของหัวใจของคนใต้ร่างเป็นเพลงกล่อมล่อลวงสู่นิทรา เพลิดเพลินกับสัมผัสของมือหนาที่ลูบหลังเปลือยเปล่าของเขาไปมา เขาหลับพร้อมกับเสียงกระซิบบอกรักและรอยจูบที่หน้าผากอันอ้อยอิ่ง

 

 

            แขนแกร่งโอบเอวของเขา หน้าผากของพวกเขาชิดกัน ทั้งคู่ต่างหลับตา ซึมซับสัมผัส ความร้อน และความรักที่ส่งผ่านทางผิวหนังซึ่งแนบกัน คำสัญญาอ้อยอิ่งอยู่กลางอากาศ 

            ไอซ์เอียงศีรษะ ก้มลงเล็กน้อยพร้อมกับที่มาเวอริคเงยหน้าเขย่งเท้า พวกเขาพบกันครึ่งทางก่อนริมฝีปากสัมผัสกัน รสจูบนุ่มนวลอ่อนหวานยิ่งกว่าที่เคยจนเขาไม่อาจกลั้นน้ำตาที่เอ่อล้นที่ขอบตาได้เลย มือหนาของไอซ์จับหลังคอของมาเวอริค เปลี่ยนองศาและมอบจูบที่ลึกซึ้งแทบลืมหายใจให้เขา ขบเม้มริมฝีปากจนแดงฉ่ำ หนักแน่นย้ำเตือน นี่คือที่ของฉัน มาเวอริคคิด อ้าปากรับจูบ มือขยำผมบลอนด์จนยุ่งเหยิง พวกเขาผละออกเมื่อปอดต้องการอากาศ

            “ฉันรักนาย แมฟ” ไอซ์กระซิบ ลมหายใจรดรินดวงหน้าของอีกฝ่าย “กลับมาหาฉันนะ” เขาเสริม พลางจูบใบหน้าหวานไปมาราวกับชายผู้กระหายน้ำและมาเวอริคคือโอเอซิสของเขา “นายคือนักบินที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของกองทัพเรือ นายต้องทำภารกิจได้สำเร็จแน่นอน เพราะฉะนั้น...” เขาจูบมาเวอริค “...ทำให้สำเร็จ...” และจูบอีกครั้ง “...แล้วกลับมาหาฉันนะ” แล้วก็จูบอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

            มาเวอริคเกาะเกี่ยวสามีเอาไว้แน่น รับจูบและจูบตอบให้ได้มากที่สุด สัมผัสของไอซ์ไม่เคยเพียงพอสำหรับเขา หากมาเวอริคคือโอเอซิสของไอซ์ ไอซ์ก็คือเฮโรอีนของเขา ต่างฝ่ายต่างเสพติดกันและกัน ไม่อาจอยู่ได้ถ้าอีกคนไม่อยู่รอด ขาดคนใดไปอีกคนก็เป็นเพียงเปลือกหอยที่กลวงเปล่า ไร้จิตวิญญาณ ไร้ความรู้สึก ทั้งคู่ต่างรับรู้ถึงข้อเท็จจริงนี้ดีถึงได้ทำทุกวิถีทางเพื่อกลับมาสู่อ้อมแขนของกันและกันไม่ว่าอุปสรรคนั้นจะขวางกั้นเพียงใด

            “ฉันสัญญาไอซ์ ฉันจะกลับมา” น้ำตาเล็ดลอดขอบตาของเขา มันร่วงหล่นมาตามใบหน้า “ฉันรักนายนะ มากจนใจฉันเจ็บไปหมด ดังนั้นเชื่อคำสัญญาของฉันนะ ฉันคือชายที่รักษาคำมั่นสัญญา ไว้ใจฉันได้เลย”

           “โอเค”

           “โอเค...”

           ไอซ์ผละออก ส่งยิ้มอ่อนโยน มือประคองใบหน้างดงามของมาเวอริคอย่างทะนุถนอม “ขอให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี กัปตันมิทเชลล์”

           มาเวอริคยิ้มตอบ “ตั้งตาคอยได้เลย ท่านนายพล”

 

 

 

ปัจจุบัน

 

 

 

           ใช้เวลาหนึ่งวันกว่าพวกเขาจะได้เหยียบผืนแผ่นดินอีกครั้ง เหล่าแดกเกอร์ทั้งหลายต่างมีความสุขแม้จะเหนื่อยล้ามากก็ตาม ฝูงนักบินขับไล่แห่งภารกิจยูเรเนี่ยมถูกต้อนออกจากเครื่องบินขนส่ง พวกเขามาถึงภายในประเทศหลังพระอาทิตย์ตกดินได้ไม่นานทว่าหลายคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าคงเข้านอนทันทีที่กลับถึงบ้าน 

           แฮงแมนยืนหลับตา ศีรษะ (ยังคง) ซบไหล่รูสเตอร์ (ตลอดทางบนเครื่องบินพวกเขาไม่แยกจากกัน) โดยที่ตัวคนแก่กว่าที่ถูกซบไหล่ไม่บ่นซักคำแถมยังมองด้วยแววตาเอ็นดูอีก มาเวอริคยิ้มขณะมองทั้งคู่ มันทำให้เขานึกถึงคู่กัดคู่หนึ่งซึ่งกลายเป็นคู่รัก เมื่อหลายต่อหลายปีที่แล้ว... 

           “ฉันหิว มีใครอยากตี้พิซซ่ากับฉันบ้างยกมือขึ้น” แฟนบอยโพล่งขึ้นมาพลางมองเพลย์แบล็คด้วยสายตาคาดหวังซึ่งนักบินดังกล่าวเพียงแค่ถอนหายใจแล้วพยักหน้าเงียบ ๆ จากนั้นทุกคนก็ได้รับสายตาเว้าวอนซึ่งยากจะต้านทานส่งต่อเรื่อยมา

           ฮาโลใจดีเกินกว่าจะปฏิเสธและหิวเหมือนกันกับคนชวน เยลกับฟลิตช์ทนการเซ้าซี้ไม่ไหวเลยตกลงด้วยอีกคน

           ไคโยตี้ยักไหล่ “ฉันยังกินได้ ไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น”

           “ขอผ่าน” ฟีนิกซ์บอก “ฉันอยากนอนใจจะขาด เตียงของฉันเรียกร้องหาฉันไม่หยุดเลยเนี่ย”

           “ผมก็เหมือนกัน” บ็อบว่าพลางหาวจนขากรรไกรดังลั่น 

           “เราค่อยไปตี้กันทีหลังเถอะ แฮงกี้แทบจะยืนหลับอยู่แล้วนะ” โอมาฮ่าเสนอและไม่วายร้องแซว

           แฮงแมนหลับตาอยู่ก็จริง แต่เขาก็ยังได้ยินและส่งสัญลักษณ์มือหยาบคายให้เพื่อน “เป็นฮีโร่ประจำวันก็เหนื่อยแบบนี้แหละ” เขาร้องบอกจากไหล่ของรูสเตอร์ เพื่อน ๆ ต่างโอดครวญจากคำพูดอวดดีของเขา 

           “จะได้นอนจริงไหมเถอะ รูสเตอร์คงปล่อยให้นายนอนหรอก อ๊อก!” ฮาวาร์ดร้องเจ็บเมื่อรูสเตอร์ผู้อยู่ข้าง ๆ ตีป้าบเข้าที่หลังของเขา

           มาเวอริคหัวเราะ ณ ขณะนั้น ทุกคนสะดุ้ง ราวกับเด็ก ๆ เพิ่งรับรู้ว่าเขายังคงอยู่ตรงนี้ แฟนบอยหันมามองเขาแล้วมาเวอริคก็ตกเป็นเหยื่อสายตาเว้าวอนอีกคน “แมฟล่ะครับ?”

           เขาส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความเห็นใจ 

           “ขอโทษจริง ๆ แฟนบอย มีคนคอยรออยู่ที่บ้านแล้วน่ะ” 

            จากหางตา มาเวอริคเห็นมุมปากของรูสเตอร์กระตุกเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย

            แฟนบอยทำตาโต “เดี๋ยวก่อน คุณแต่งงานแล้วเหรอครับ!?” 

            “เจ้าตาถั่วเอ๊ย ไม่เห็นแหวนที่คล้องคอเขาตลอดรึไง ถ้าเป็นงูมันฉกนายไปแล้วนะ” ฮาวาร์ดเหน็บเพื่อน 

            “ก็ไม่ได้สังเกตนี่นา” แฟนบอยบ่นอุบ “แล้วคุณแต่งงานกับใครล่ะครับ? พวกเรารู้จักรึเปล่า? เพนนีแน่ ๆ เลย!”

            รูสเตอร์พ่นลมทางจมูกขำขันซึ่งแปรผันเป็นเสียงไอได้ทันทีอย่างน่าชื่นชม 

            มาเวอริคยิ้มกว้าง “ทำไมพวกเธอไม่มาพิสูจน์ตอนมาบาร์บีคิวที่บ้านฉันพรุ่งนี้ตอนเย็นล่ะ แล้วฉันจะแนะนำให้รู้จัก เดี๋ยวให้รูสเตอร์ส่งที่อยู่ให้”

            เหล่าแดกเกอร์เฮลั่นเมื่อได้ยินว่ามีข้าวเย็นฟรีให้ทาน 

            “ไปพักกันได้แล้ว ไว้เจอกันนะเด็ก ๆ” พวกเขาต่างรับคำแล้วแยกย้ายไปทีละคนสองคน

            มาเวอริคหันมามองชายหนุ่มผู้เป็นเหมือนลูกชายของเขา “แบรดลีย์ จะกลับมานอนที่บ้านไหม? ห้องนอนเธอยังเหมือนเดิมนะ”

            แบรดลีย์มองเขาด้วยสายตาที่ออกจะชุ่มฉ่ำไปซักหน่อยก่อนส่ายหน้าเบา ๆ “ไว้ผมค่อยไปพรุ่งนี้พร้อมคนอื่นแล้วกันครับแมฟ” แล้วเหลือบตามองชายหนุ่มอีกคนที่ยังแนบติดสีข้างของเขา

            เขาพยักหน้ายิ้ม ๆ แล้วตบไหล่แบรดลีย์นุ่มนวล “งั้นไว้เจอกัน” แบรดลีย์พยักหน้ายิ้มตอบกลับมาเช่นกัน

            แฮงแมนเผยอตาขึ้นข้างหนึ่ง โบกมือลาเขา “บายครับป๋า” ก่อนกอดแขนแบรดลีย์ ซุกหน้าเข้าซอกคอเขามากขึ้นและยืนหลับตามเดิม 

            มาเวอริคหัวเราะและส่ายหน้าเอ็นดู ณ จุด ๆ นี้ แบรดลีย์คงต้องแบกเขากลับไปแล้วล่ะถ้าเจ้าเด็กยังคงนิ่งงันขนาดนี้

 

 

            เขาขอติดนั่งรถยนต์กลับบ้านไปกับฮอนโด... ตามคำ (สั่ง) เรียกร้องของใครบางคน (อะแฮ่ม! ท่านนายพล! อะแฮ่ม! ไอซ์!)

 

           (ไอซ์ไม่อนุญาตให้เขาแว้นนินจาคาวาซากิคันโปรดของเขาไปยังจุดขึ้นเรือ

 

           “ไปทำภารกิจ แมฟ ลดความเสี่ยงลงหน่อยเถอะ ไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุก่อนนายขึ้นเรือหรอกนะ” ไอซ์บอกเหตุผลแก่เขาผู้ทำปากยื่นแสนงอน “ฉันเคยขี่รถล้มที่ไหนล่ะ!” มาเวอริคเถียง

           “สองครั้ง” ไอซ์ตอบเสียงเย็น ถลึงตามอง

           “ไอ้นั่นมันมาชนฉันเองต่างหาก! แล้วอีกครั้งสไลเดอร์เป็นคนขี่ส่วนฉันซ้อนอันนั้นก็ไม่นับ!”

            ไอซ์แผ่ออร่าท่านนายพลสี่ดาวเต็มพิกัด เขาดูตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ “ไม่ก็คือไม่ และนั่นคือคำขาด” มองมาเวอริคผู้ซึ่งตัวเล็กลงราวกับหนูตัวจ้อยภายใต้สายตาอำนาจมากล้น

 

            ดังนั้นมาเวอริคจึงต้องจำใจยอมรับ เขาไม่อยากโดนลงโทษให้นอนที่โซฟาคนเดียวและสละหมอนข้างหล่อเหลาแสนโปรดปรานของเขาหรอก)

 

 

           มาเวอริคหยุดยืนอยู่หน้าบ้านของเขากับไอซ์ หลับตาและสูดกลิ่นไอความคุ้นเคย ใจเต้นกระหน่ำด้วยความยินดี เขาเปิดประตูบ้านแล้วก้าวเข้าไปข้างในก่อนปิดประตู สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตะโกน “ไอซ์ ไอซ์ เบบี้! กลับบ้านมาแล้วนะ!” เขาขมวดคิ้วเมื่อไร้เสียงตอบรับ มือล้วงจับมือถือในกระเป๋ากางเกงออกมาดูวันที่ ก็ถูกวันนี่นา ช่วงเวลานี้ไอซ์น่าจะกลับมาจากประชุมที่วอชิงตันดีซีแล้ว

          เขาได้ยินเสียงกุกกักในห้องครัวก่อนคลี่ยิ้ม จากนั้นค่อย ๆ ย่องมุ่งไปยังจุดมุ่งหมายที่เล็งไว้

          ไอซ์กำลังเช็ดจานหลังจากล้างเสร็จ (พวกเขามีเครื่องล้างจานก็จริงแต่เพราะติดนิสัยมาตั้งแต่สมัยหนุ่ม เครื่องอำนวยความสะดวกดังกล่าวจึงไม่ค่อยได้ใช้งาน การล้างจ้านด้วยกันหลังทานอาหารเป็นกิจวัตรที่อบอุ่นเหมือนครอบครัวนี่นา พวกเขาต่างรักช่วงเวลาเหล่านั้นจึงยังทำต่อไปด้วยความเคยชิน) ดูเหมือนเพิ่งทำอาหารเสร็จหมาด ๆ มาเวอริคมองชามอาหารที่ตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์ครัว ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนพร้อมทาน เขาเลื่อนสายตากลับมามองสามีแล้วเอาเอนกายพิงขอบประตูพร้อมซึมซับภาพตรงหน้า

          เขาเกือบไม่ได้มาอยู่ตรงจุดนี้ ตระหนักได้ว่าใกล้แค่ไหนกับการต้องสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป ดังนั้นไม่ว่าจะเล็กน้อยเท่าใดเขาจึงขอละเลียดเฝ้ามอง สลักความทรงจำลงกลางใจ ถนอมมันเอาไว้ตลอดกาล

          “ปีแยรอกีน่ากินจัง” เขาเอ่ยนุ่มนวล สายตาไม่ละไปจากแผ่นหลังตรงของสามี ไอซ์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนหมุนกายมา นัยน์ตาเบิกกว้าง ซึมซับความจริงตรงหน้า เป็นช่วงเวลาหลายวินาทีที่พวกเขาต่างแค่มองกันและกัน

          ไอซ์ยิ้ม แล้วตอบ “รอให้ใครบางคนกลับมากิน”

          มาเวอริคหัวเราะคิกคัก “เก่งจังเลยนะเดาถูกด้วยว่าอยากกิน”

          “นี่ใครกัน? ฉันเองนะ”

          “แน่นอน ไอซ์ไอซ์เบบี้” เขาอารมณ์ดีมากจนกล้าล้อเลียนสามี

          ไอซ์หรี่ตามอง ย่นจมูกให้กับชื่อเล่นที่เขาไม่ชอบใจ (มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ยากลำบากสำหรับสามีมาเวอริคเพราะตอนที่เพลงชื่อ ไอซ์ไอซ์เบบี้ ออกมาใหม่ ๆ เมื่อปี 1990 เขาโดนล้อไม่หยุดจากเพื่อนร่วมหน่วยจนกลายเป็นรังเกียจเดียดฉันท์เพลงนี้เอามาก ๆ ทว่าก็ยอมให้มาเวอริคล้อเขาได้เพียงคนเดียวโดยไม่โกรธ นักบินตัวจ้อยมักยื่นหน้ามาใกล้ ๆ ใบหูของไอซ์แล้วแกล้งกระซิบหยอกเย้า “ไอซ์ไอซ์เบบี้” ตามทำนองเพลง เพราะทุกครั้งที่แกล้งพวกเขามักจบสงครามการล้อเลียนที่เตียงเสมอ มันเป็นความทรงจำที่เขาเอ็นดูมากเลยทีเดียว)

          “อย่ากระตุกหนวดเสือเชียว”

          “แล้วเสือจะทำอะไรเหรอ?”

          ไอซ์หัวเราะหึหึในลำคอ เขากางแขนสองข้างออก พลางสั่ง “มานี่สิ” มาเวอริคไม่รีรอ ก้าวข้ามห้องตรงดิ่งไปยังสถานที่ที่เป็นของเขา

          ภายในอ้อมกอดของไอซ์

          สามีผู้แก่กว่าสวมกอดเขาแนบแน่น มาเวอริคดมฟุดฟิดตรงซอกคอสามี จมูกเขาสูดกลิ่นของไอซ์จนเต็มปอด ผ่อนคลายเมื่ออยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่น พวกเขาอยู่แบบนั้นพักหนึ่งก่อนผละออกแล้วไอซ์ก็ค่อย ๆ บรรจงจูบมาเวอริคราวกับเขาเป็นแก้วที่แตกง่าย

          จูบนั้นหวานละมุน ไม่เร่งรีบ นุ่มนวลอ่อนโยนเสมือนกำลังขอบคุณ

          ขอบคุณที่กลับมาหาฉัน

         ขอบคุณทุกอย่างที่ให้ฉันได้กลับมาหานาย

         สารเหล่านี้สื่อผ่านท่วงทำนองภาษากาย พวกเขาต่างรับรู้ได้โดยง่ายโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย

          เฉกเช่นนั้น

          พวกเขาผละออกจากริมฝีปากกันและกันเมื่อออกซิเจนร่อยหลอทว่ากายยังคงแนบชิดราวกับกังวลว่าอีกฝ่ายจะหายไปหากเพียงปล่อยมือจากกัน เป็นเวลาอีกครู่หนึ่งที่ทั้งสองแลกเปลี่ยนรอยยิ้ม

          จากนั้น คิ้วของไอซ์ขมวดมุ่นเข้าหากันเป็นโบ มาเวอริคเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

          “ซี่โครงนายร้าว”

          มาเวอริคสบถในใจ “วอร์ล็อคสินะ”

          ไอซ์พยักหน้า วิตกกังวล

          “ฉันจำเป็นต้องดีดตัวออก เจ็บแค่นี้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว” เมื่อสีหน้าของไอซ์ไม่เปลี่ยนเขาจึงเสริม “ไม่ต้องห่วงหรอกนะ มันไม่เจ็บมากหรอก” พร้อมส่งยิ้มกว้างให้สามี

          สามีของเขาส่งเสียงฮืมรับรู้ “งั้นนายก็ต้องงดออกแรง”

          ว่าไงนะ?

          ยิ้มมาเวอริคค้างเลยทีเดียว “หมายความว่าไง?” เขาถามผ่านรอยยิ้มค้าง ๆ ของเขา

          ไอซ์มองเขาอย่างมีความหมาย “งด-ออก-แรงไงล่ะ”

          ไหล่ของสามีผู้เด็กกว่าตกเมื่อตระหนักได้ถึงสารที่สามีผู้แก่กว่าสื่อมา ปากคว่ำ ส่งเสียงโอดครวญ “นายจะไม่มีเซ็กส์กับฉันเหรอ?” เขาถาม แทบไม่เชื่อหูตัวเอง “เซ็กส์ยินดีต้อนรับที่ฉันกลับมาไง?”

          ไอซ์ทำหูทวนลม “จำไม่เห็นได้ว่าสัญญาเรื่องนี้ไว้ด้วย”

          “ไอซ์ ~ ขอร้อง ~ ” เขาช้อนตามอง ขุดมารยาสาไถยที่มีทั้งหมดทำตาออดอ้อนที่สุดเท่าที่จะสามารถ “ฉันตะกายกลับมาหานายเลยนะ! ฝ่าป่าฝ่าดงข้าศึก! วิ่งข้ามทุ่งหิมะ! กลับมาหานายนะ!” เขาแทบจะดิ้นเร้า ๆ ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายอยู่แล้ว

          “กลับมาหาฉันหรือกลับมาหาจู๋ของฉัน?” แววตาที่ได้ฉายาว่าเย็นชาที่สุดตอนนี้สนุกนักล่ะ

          “มันก็เหมือนกันนั่นแหละ!”

          “ตรงไหน?”

          “ก็ส่วนนั้น...มันก็นายเหมือนกันไง!”

          ไอซ์จิ๊ปาก “แมฟ แมฟ แมฟ” ก้มลงถูปลายจมูกของพวกเขาเข้าด้วยกันอย่างปลอบประโลมแม้อีกฝ่ายจะฮึดฮัดมากก็ตาม “ฉันเกือบคิดไปแล้วว่านายแต่งกับฉันเพื่อจู๋ของฉัน”

          “บางทีฉันอาจคิดงั้นจริง ๆ ก็ได้” มาเวอริคพึมพำ

          ไอซ์หัวเราะ กึกก้องไปทั่วห้องครัว เขาดูมีความสุขจนมาเวอริคอดหัวเราะไปด้วยไม่ได้ จากนั้นก็เจ็บจี๊ดที่สีข้างขึ้นมาเพราะหัวเราะแรงไปหน่อย

          “นิดหน่อยเท่านั้น” เขากัดฟันพูด เมื่อไอซ์มองมาราวกับกำลังบอกว่า ก็-บอก-แล้ว-ไง

          ไอซ์ถอนหายใจ “มาเถอะ กินข้าวก่อน กินยา อาบน้ำ แล้วเข้านอน”

          “แล้วเซ็กส์ล่ะ?” ไม่วายมีประกายความหวัง ในใจร่ำร้อง เธอเห็นเงาในตาฉันม้ายยยยย ~ เห็นเธออยู่ในนั้นม้ายย เข้าใจกันบ้างม้ายย ว่าฉันนั้นคิดอะรายยย ~ ~

          “หึหึ แล้วฉันจะดูว่าทำอะไรได้บ้าง แต่จริง ๆ นะแมฟ พวกเราไม่ได้หนุ่มเหมือนแต่ก่อนแล้ว ปล่อยให้ร่างกายเยียวยาบ้างเถอะ พักจนหายแล้วค่อย ทำ ก็ได้”

          “สัญญาแล้วนะ?”

          “อืม”

          “เนี่ยสิถึงจะสมกับเป็นไอซ์ไอซ์เบบี้ของฉัน”

          มือใหญ่ตีเข้าที่บั้นท้ายของเขา มาเวอริคแสร้งทำเสียงหายใจเข้าตกใจ “โอ๊ย เจ็บอยู่นะไอซ์!”

          “ฉันตีก้น ไม่ได้ตีสีข้างนาย”

          “เจ็บเหมือนกันแหละ!”

          “หยุดดราม่าควีนซักทีหน่า พระเจ้า นี่ฉันพาตัวเองมาเจอกับอะไรเนี่ย?”

          “รู้ตัวช้าไปไหม? สามสิบหกปีเลยนะ? ไม่ต้องมาบ่นเลย นายรักฉันจะตาย”

          “ใช่ รักจนจะตายแล้วเนี่ย”

          “นายต่างหากที่ควรหยุดดราม่าควีน”

          “รีบไปกินก่อนที่ฉันจะตัดสินใจใหม่ว่านายคู่ควรกับปีแยรอกีที่ฉันอุตส่าห์ปั้นไหม”

          “อู้ววว ที่รัก นายปฏิเสธฉันไม่ได้ง่าย ๆ หรอก”

          ไอซ์พึมพำ “ก็นั่นแหละปัญหาล่ะ” ให้กับรอยยิ้มกว้างแสนซุกซนของมาเวอริคที่เขาหลงกลหลงรักมาหลายทศวรรษ เขาถอนหายใจก่อนก้มลงจูบมาเวอริคแรง ๆ หนึ่งทีแล้วค่อย ๆ ดันสามีไปนั่งที่เคาน์เตอร์ครัว เฝ้ามองสามีผู้เริงร่าทานอาหารฝีมือเขาอย่างเอร็ดอร่อย

 

 

          อาจเป็นเพราะพวกเขาอยู่ในกองทัพ การใช้เวลาอาบน้ำให้น้อยที่สุดจึงกลายเป็นนิสัยซึ่งถูกกำหนดเอาไว้ราวกับรหัสพันธุกรรมในดีเอ็นเอ แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่พวกเขาใช้เวลาอาบน้ำนานเกินจำเป็นเช่นกัน (เขาหมายถึง เอ่อ เซ็กส์น่ะ) เพียงแค่ครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงกรณีนั้น

          ครั้งนี้ไอซ์เปิดน้ำอุ่นในอ่าง (พวกเขามักชอบอาบฝักบัวมากกว่า) แล้วจัดการให้มาเวอริคเปลือยกายให้พร้อม นี่ไม่ใช่วิธีที่เขาอยาก เปลือย เป็นครั้งแรกหลังกลับจากภารกิจต่อหน้าสามีเขาเลย ให้ตายสิ มาเวอริคพยายามส่งสายตาอ้อนวอนอีกรอบเผื่อไอซ์ตกหลุมพราง แต่บางครั้ง ไอซ์ก็ช่างเป็นชายจอมดื้อดึงซึ่งหัวแข็งพอ ๆ กับเขา มาเวอริคถอนหายใจในใจ เขาพาตัวเองมาเจอกับคนศีลเสมอกันแถมดันแต่งงานกับเขาคนนั้นเสร็จสรรพ นี่ก็คือผลลัพธ์ที่เขาต้องทำใจยอมรับให้ได้นั่นแหละ

          ทว่าไอซ์แฮร์ซาลอนเป็นอะไรที่มาเวอริครักมาตลอดดังนั้นเขาจะไม่บ่นนักหรอกนะ

          เขานอนแช่ในน้ำอุ่นฟองสบู่ฟ่อง หลับตา ปล่อยให้ไอซ์ค่อย ๆ ราดน้ำบนศีรษะจนเส้นผมชุ่มฉ่ำ จากนั้นเพลิดเพลินกับกลิ่นหอมของแชมพูและสัมผัสปลายนิ้วที่เกาไปทั่วหนังศีรษะพร้อมนวดลงน้ำหนัก มันช่างผ่อนคลายเสียจนเขาเผลอครางออกมายาว ๆ ราวกับแมวเหมียวเลยทีเดียว

          และเกือบเผลอหลับด้วยแหน่ะ

          ไอซ์ต้องเขย่าเขาให้ตื่น จากนั้นเขาก็สลืมสลือถูผิวกายด้วยน้ำสบู่ที่อยู่สูงถึงเกือบอกของเขาแล้วกระพริบตามองน้ำเหล่านั้นค่อย ๆ ไหลลงรูระบายเอื่อย ๆ คุณท่านนายพลสามีราดน้ำให้เขาอีกรอบก่อนดึงร่างเขาขึ้นยืนแล้วห่อตัวด้วยผ้าเช็ดตัวผืนหนานุ่ม ตอนนี้มาเวอริคเหมือนกับแมวที่เพิ่งถูกจับอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ เลยทีเดียว

          ความง่วงช่างมีอานุภาพร้ายกาจ มาเวอริคจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกจับใส่ชุดนอนเมื่อไหร่ แล้วลงมานอนบนเตียงกอดไอซ์ตอนไหน เขารู้เพียงแต่ว่าเสียงเต้นตุบ ๆ ตุบ ๆ ตุบ ๆ ของหัวใจไอซ์แนบชิดอยู่กับหูของเขานั้นเป็นเพลงกล่อมนอนชั้นดีเท่าที่เขาเคยฟังมาเลย

          มาเวอริคหลับฝันดีเสมอเมื่ออยู่กับไอซ์

 

 

          แสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องพาดผ่านใบหน้าของมาเวอริค ดึงเขาจากโลกแห่งความฝันสู่โลกแห่งความจริง เขาค่อย ๆ ลืมตา อ้าปากหาวกว้างพลางบิดขี้เกียจแล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อความเจ็บปวดพุ่งจี๊ดมาตามสีข้าง

          “ระวังสิ บิดตัวแรง ๆ แบบนั้นจะเจ็บเอานะ” เสียงทุ้มดังอยู่ข้างบนเขาผู้ซึ่งเงยหน้าขึ้นมอง ไอซ์แต่งตัวเรียบร้อยไม่ได้อยู่ในชุดนอนแล้ว เขานั่งเอนหลังบนหมอนและพิงหัวเตียง ขาเหยียดยาวปลายเท้าไขว้กัน กำลังอ่านหนังสืออยู่อย่างสบายอารมณ์โดยมีมาเวอริคนอนซุกอยู่ด้านข้างสะโพกของเขา มาเวอริคเขยิบกาย วางศีรษะลงบนต้นขาของไอซ์ผู้เลื่อนมือมาเล่นผมที่เดิมยุ่งเหยิงจากการนอนของเขา

          “ฉันสลบไปนานเท่าไหร่?” มาเวอริคถามพลางหาวอีกรอบ

          “อีกสิบห้านาทีก็จะครบสิบสองชั่วโมง” ไอซ์ตอบโดยไม่ละสายตาจากหน้าหนังสือ มือยังคงลูบผมเขาไปมา

          “แบรดลีย์เป็นยังไงบ้าง?” เขาทำราวกับกำลังถามเรื่องทั่วไปแต่มาเวอริครู้จักเขาดีและสัมผัสได้ถึงความหวังของคำตอบ

          “พูดได้ว่าพวกเราคืนดีกันแล้ว”

          “แต่...?”

          “แต่ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด” มาเวอริคถอนหายใจ “เขายังไม่รู้เกี่ยวกับแครอล”

          มือหนาปิดหนังสือ ไอซ์ส่งเสียงฮืม ก้มลงมองเขา “ฉันรู้ว่านายอยากปกป้องความทรงจำดี ๆ ของแบรดลีย์ที่มีต่อแครอล” เขาเม้มริมฝีปาก “แต่มันก็ผ่านมานานเป็นสิบกว่าปีแล้วนะแมฟ ฉันคิดว่าเขาน่าจะเข้าใจเหตุผลและความหวังดีของทั้งนายกับแครอล”

          “ฉันคิดว่าเขาคงรู้อยู่แล้ว ลึก ๆ”

          “มันคงดีกว่าถ้าได้รู้จากปากพวกเรา”

          มาเวอริคเงยหน้ามองสามี “เป็นอีกครั้งที่ร้อยที่ฉันบอกนายแล้วว่าความผิดของฉันไม่ใช่ความผิดของนาย ไอซ์ การที่ฉันลอบทำลับหลังนายโดยที่นายไม่รู้และแบรดลีย์เหมารวมว่านายผิดด้วยก็แย่พอแล้ว” เขาถอนหายใจ “ฉันรู้ว่านายรักเด็กคนนั้นมากแค่ไหน และการที่เขาตัดการติดต่อกับนายด้วยอีกคนก็แย่ยิ่งกว่าเดิมอีก”

          “และเป็นอีกครั้งที่ร้อยเหมือนกันที่ฉันบอกว่าเราลงเรือลำเดียวกัน แมฟ ฉันไม่ปล่อยให้นายลอยเคว้งอยู่คนเดียว ถ้าจะเคว้งเราก็เคว้งไปด้วยกัน”

          มาเวอริคสูดจมูก ซุกหน้าเข้าท้องไอซ์พร้อมกอดเอวเขาแน่น “ขอบคุณนะ” เขากระซิบบอกไอซ์ผู้ก้มลงจูบกลุ่มผมของเขาอย่างรักใคร่

          “แดเนริสเป็นยังไงบ้าง?” เขาถามเมื่อเห็นหน้าปกของนวนิยายที่สามีกำลังอ่านอยู่

          “อันที่จริงฉันกำลังอ่านบทของพวกสตาร์คอยู่”

          “อ่านให้ฟังบ้างสิ”

          “ไม่หิวเหรอ? ฉันทำแพนเค้กไว้นะ”

          “อีกครึ่งชั่วโมงน่าจะหิวแต่ตอนนี้หิวเสียงนายมากกว่า”

          ไอซ์เพียงหัวเราะในลำคอแล้วจากนั้นเสียงทุ้มนุ่มละมุนก็ปกคลุมห้องนอนของพวกเขา บอกเล่าเรื่องราวของร็อบ สตาร์คและการตัดสินใจในฐานะราชันแดนเหนือของเขา

 

 

          “นี่นายรับเลี้ยงฝูงนักบินโตเต็มวัยทั้งหน่วยโดยไม่บอกฉันตั้งแต่เมื่อไหร่?”

          “ไอซ์ พวกเขาไม่ใช่ดักแด้ ไม่ใช่ผีเสื้อนะ โตเต็มวัยอะไรกัน”

          “ก็นึกว่าครอบครัวอุปถัมภ์รับเลี้ยงได้เฉพาะเด็ก ๆ ไม่ใช่ชายหญิงโตเป็นควายแบบนี้”

          “นี่พูดเอาฮาใช่ป้ะ?”

          “แล้วขำไหมล่ะ?”

          ก็ขำจริง

          มาเวอริคส่ายหน้าเอ็นดูสามีของเขาก่อนยืดตัวจูบแก้มสามีผู้ส่งเสียงฮืมรับ พวกเขายังอยู่ในห้องทำงานของไอซ์ แค่นอนเหยียดยาวด้วยกันบนโซฟามุมห้อง ฟังและเล่าเรื่องราวที่พวกเขาเจอมาในช่วงสามสี่วันมานี้ มาเวอริคเล่าเกี่ยวกับภารกิจของเขาแล้วไอซ์ก็เล่าการประชุมอันน่าเบื่อหน่าย (คำของมาเวอริคเอง) กับท่านประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และเหล่ารัฐมนตรีอื่น ๆ ของเขาให้ฟัง โดยรวมแล้วพวกเขาแค่อัพเดทเรื่องราวของกันและกันให้อีกฝ่ายรับรู้ ต่อมาเมื่อรถทั้งหลายแล่นมาจอดหน้าบ้านทำให้เจ้าของบ้านทั้งสองชะโงกมองจากหน้าต่างห้องทำงานจึงได้กลายเป็นบทสนทนาข้างต้นนั้นแล

          ไอซ์จูบมาเวอริคเร็ว ๆ ที่ริมฝีปาก “ไปต้อนรับแขกเถอะ ขอฉันตอบอีเมลล์ก่อนแล้วจะตามไป” มาเวอริคพยักหน้าแล้วออกจากห้องทำงาน

          เขาเปิดประตูบ้านออกแล้วก็เจอเข้ากับฝูงนักบินโตเต็มวัยทั้งหน่วยอย่างที่ไอซ์ว่าจริง ๆ ยิ้มแฉ่งน่ารักส่งให้เขา พวกเขาไม่ได้มาตัวเปล่าแต่ยังขนเครื่องดื่มและอาหารอะไรหลายอย่างติดไม้ติดมือมาด้วย โชคดีมากที่เขาสั่งวัตถุดิบทำบาร์บีคิวมาเตรียมพร้อมไว้แล้วเรียบร้อยก่อนไปนอนเอ้อระเหยกับสามี และขอบคุณดาร์ล่า แม่บ้านประจำที่อยู่ช่วยจัดเตรียมอาหารและโต๊ะอาหารที่สวนหลังบ้านของพวกเขา การรับมือกับฝูงนักบินผู้หิวโหยไม่ใช่เรื่องตลก

          “เฮ้ เด็ก ๆ เข้ามาก่อนสิ”

          เด็ก ๆ ก้าวเข้ามาในบ้าน ต่างมีเสียง “อื้อหือ” “โอ้โห” “บ้านคุณสวยจังแมฟ” “โมเดลเครื่องบินนั่นราคาเหยียบแสนเลยนะ!” “โอ้ คุณไปหามันมาจากไหนน่ะ?” “หิวจัง คุณมีอะไรให้กินบ้างครับ” “นายนี่มันเป็นแขกไร้มารยาทจังวะ” “ก็ฉันหิวมีไรป้ะ”

          มาเวอริคส่ายหน้าเอ็นดู (อีกครั้ง) “ทำตัวตามสบายนะ อาหารเกือบพร้อมแล้ว นั่งรอไปก่อนแล้วกัน ไม่ต้องฟีนิกซ์ นั่งรอก่อน กินขนมกับน้ำที่ตั้งในห้องนั่งเล่นรอได้เลย” เขาย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นฟีนิกซ์ บ็อบ และฮาโลตั้งท่าจะลุกขึ้นและเดินตามเขาเข้ามาช่วยในครัว “ถ้าอยากช่วยเดี๋ยวรอเรียกยกถาดอาหารออกไปนอกบ้าน” เขาไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ที่สังคมกดดันให้เป็นหน้าที่เฉพาะของผู้หญิงมาช่วยงานในครัว อีกอย่างพวกเขาเป็นแขก ในฐานะเจ้าบ้านถ้าเลือกได้เขาอยากให้พวกเขาสะดวกสบายที่สุดจะดีกว่าแม้บางครั้งจะถูกเสนอให้ช่วยก็ตาม

          “ผมช่วยไปตั้งเตาบาร์บีคิวให้ได้นะ” แบรดลีย์เสนอ ความหวังเปล่งประกายอยู่ในน้ำเสียงของเขา ใบหน้าของมาเวอริคอ่อนโยนลง

          “ได้สิ”

          แบรดลีย์ยิ้มแป้น

          “ไหงนายถึงช่วยเขาได้ล่ะ?” แฮงแมนยกมือค้าน ฝูงนักบินแดกเกอร์ทั้งหลายต่างกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือเกิน (แม้ปากของส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยขนมและน้ำอัดลมก็ตาม)

          “เพราะฉันโตมาในบ้านนี้ ไม่ใช่แขกอย่างพวกนาย” เขาหัวเราะบอกก่อนจูบที่ริมฝีปากของแฮงแมน เล่นเอาคนโดนจูบหน้าแดงเป็นปื้นเมื่อคำแซวปะทุราวกับลาวาระเบิดจากปากภูเขาไฟ แบรดลีย์ช่างเจ้าเล่ห์จริง ๆ ปล่อยระเบิดทิ้งไว้แล้วตัวเองก็แจ้นเดินหลบไปยังครัวกับมาเวอริค

          “พวกรูปภาพหายไปไหนหมดเหรอฮะ?” แบรดลีย์ถาม ปกติแล้วผนังบ้านจะเต็มไปด้วยกรอบภาพของพวกเขา ของแบรดลีย์ แครอลกับกูส แก๊งท็อปกันรุ่น 86 หลาน ๆ ไอซ์ลูกของซาร่าห์น้องสาวคนเดียวของเขา

          “ถึงเวลาทำความสะอาดประจำปี ตอนนี้เลยอยู่ที่บริษัทรับทำความสะอาด”

          แบรดลีย์หัวเราะในลำคอ พระเจ้า เขาช่างเหมือนกูสเหลือเกิน มาเวอริคคิดกึ่งเจ็บปวดกึ่งสุขใจ

          “งี้พวกนั้นก็เดาไม่ได้เลยสิว่าคุณแต่งงานกับใคร” แววตาสนุกสนานนั้นก็ช่างเหมือนแครอลเสียจริง

          แบรดลีย์ แบรดชอว์เติบโตขึ้นโดยรับเอาส่วนดีที่สุดของพ่อแม่เขาได้อย่างลงตัวที่สุด มาเวอริคคิดอย่างปลาบปลื้มและภูมิใจ ไม่ใช่แค่กูสกับแครอลเพียงเท่านั้นแต่เขายังเห็นตัวเองกับไอซ์ในตัวแบรดลีย์อีกด้วย

          มาเวอริคยิ้มน้อย ๆ มีความสุขกับความคิดนั้น

          พวกเขาเดินเข้าไปในครัวแล้วแบรดลีย์ก็หยุดกึกอยู่หน้าทางเข้าทำเอามาเวอริคเกือบเอาหน้าชนหลังเขา

          ไอซ์ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ครัว กำลังจัดปีแยรอกีเรียงบนจานสวยงาม เขาเงยหน้าขึ้นมองแล้วอมยิ้ม

          “หวัดดี เบบี้กูส”

          น้ำตาเอ่อขึ้นที่ขอบตาของแบรดลีย์ก่อนเขาสำลัก “ฮะ เฮ้ ไอซ์”

          “ผมไม่รู้ว่าร้องไห้ทำไม” แบรดลีย์หัวเราะทั้งน้ำตา

          ไอซ์เดินมาหยุดตรงหน้าชายหนุ่มผู้เป็นเสมือนลูกชายของเขา “ฉันรู้”

          แล้วทั้งคู่ก็กอดกัน “ผมขอโทษครับไอซ์” “ไม่เป็นไร แบรดลีย์ ฉันเข้าใจ” “ไม่เลย ผมมันใจร้ายมากที่ทิ้งพวกคุณไปแบบนั้น” “ไม่ใช่ความจริงเลยซักนิด”

          มาเวอริคเม้มริมฝีปากพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ก่อนสบถ ช่างแม่ง ในใจ แล้วปล่อยให้มันไหลตามแรงโน้มถ่วงพร้อมพุ่งเข้าไปกอดครอบครัวของเขา

          พวกเขากอดกันอยู่อย่างนั้น เหมือนเมื่อครั้งหลายปีก่อน ตอนที่แบรดลีย์ยังเล็ก ฝันร้าย และต้องการอ้อมกอดของพวกเขา

          เสียงประตูครัวด้านหลังเปิดดังออกทำเอาพวกเขาสะดุ้งเฮือก

          “โอ้ ขอโทษค่ะ” ดาร์ล่านั่นเอง “ฉันเตรียมของทั้งหมดแล้วและกำลังจะกลับค่ะ หมูก็หมักแล้วในชามนั่นเอาไปปิ้งได้เลย - เดี๋ยวก่อน นั่น แบรดลีย์เหรอ?” ตาของเธอเบิกโพลงด้วยความประหลาดใจ “โอ พ่อหนุ่มน้อยของฉันโตตั้งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

          “ฮ่ะฮ่ะ สวัสดีครับดาร์ล่า”

          พวกเขาทักทายกัน จากนั้นไอซ์ก็กึ่งเชิญกึ่งบังคับแม่บ้านผู้ใจดีเกินไปของพวกเขาให้กลับไปพักที่บ้านเธอเสียที

          “เอาล่ะ” มาเวอริคว่า พลางมองชายสองคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขาแล้วยิ้มกว้าง “มีใครอยากกินบาร์บีคิวบ้าง?”

 

 

          ห้องนั่งเล่นเสียงดังเจื้อยแจ้วทว่ามันกลับหยุดกึกทันทีในทางที่สนุกสนานที่สุดเท่ามาเวอริคเคยเห็นมาเมื่อไอซ์ก้าวเข้าไปในห้อง

          โอมาฮ่าสะดุดพรมลงไปกองก้นที่พื้น “โอ้ชิท!” แฮงแมนกับไคโยตี้ทะลึ่งพรวดลุกขึ้นจากโซฟายืนรวดเร็วส่งมันฝรั่งทอดปลิวว่อนกลางอากาศ มันเร็วจนมาเวอริคหวาดเสียวกลัวพวกเขาเวียนศีรษะ แฟนบอยสำลักน้ำอัดลมโดยมีเพลย์แบล็คผู้มีสีหน้าอึ้งตบหลังคอยช่วย ฟีนิกซ์กับบ็อบเบิกตาโตมองไอซ์ ส่วนคนที่เหลือก็ไม่ต่างกันนัก เหล่าแดกเกอร์ทั้งหลายต่างยืนตรง ทำวันทยหัตถ์ ตะโกน “ท่าน!”

          แบรดลีย์เป็นคนเดียวที่ไม่แตกตื่น เจ้าเด็กแบรดชอว์กลั้นหัวเราะหน้าดำหน้าแดง มาเวอริคกลอกตาแล้วก็โดนชายหนุ่มถองเข้าสีข้างข้างที่ไม่ร้าว “ทำอย่างกับคุณก็ไม่สนุกแหน่ะแมฟ”

          มาเวอริคหัวเราะในลำคอพลางยิ้มกอดอกชมภาพยนตร์ตรงหน้า

          “ทำตัวตามสบาย นักบินทั้งหลาย” ไอซ์ยิ้มให้พวกเขา

          ทว่าใครจะกล้ากันล่ะ? ก็ในเมื่อผู้บังคับบัญชาการฝูงบินแปซิฟิกยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาเนี่ย?

          “ฉันพูดจริง ทำตัวตามสบาย ฉันไม่ได้มาในฐานะบอสของพวกเธอ ไม่ต้องเรียก ท่าน แค่ ไอซ์ ก็พอ” ไอซ์ย้ำพลางพยักพเยิดให้นักบินผู้ประหม่าทั้งหลายซึ่งเริ่มขยับตัว ลดวันทยหัตถ์ลง มองกันไปมาหน้าตาตลก คำถามลอยอยู่บนอากาศว่าเหตุใดผู้บังคับบัญชาการฝูงบินแปซิฟิก ท่านนายพลคาซานสกี้จึงได้มาอยู่ที่นี่

          บ็อบคือผู้กล้าของพวกเขา “เอ่อ คุณก็มากินบาร์บีคิวเหรอครับ เอ่อ อะ ไอซ์?”

          “แน่นอนว่าฉันต้องกินอาหารที่ฉันทำเองสิ”

          นัยน์ตาเบิกโตขึ้นพร้อมกันสิบเอ็ดคู่

          มาเวอริคส่ายหน้าเอ็นดูแล้วเดินมาเขย่งกายจูบแก้มไอซ์ “อย่าแกล้งเด็ก ๆ สิไอซ์ ดูสิตาแทบถลนออกมาจากเบ้าแล้ว”

          นัยน์ตาเบิกโตพร้อมกันสิบเอ็ดคู่นั้นมองการกระทำเขาไม่ละและเบิกกว้างขึ้นอีก

          ไอซ์หัวเราะพลางยักไหล่ มาเวอริคหันมามองเหล่าแดกเกอร์และแนะนำไอซ์ “นี่สามีของฉันเอง ทอม คาซานสกี้ หรือ ไอซ์ แต่ยังไง ๆ พวกเธอก็รู้จักอยู่แล้ว”

          นัยน์ตาเบิกโตพร้อมกันสิบเอ็ดคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นอีกกว่าเดิมและมาพร้อมปากที่อ้ากว้างอย่างประหลาดใจและตกใจ

          “ไม่ใช่ในฐานะสามีคุณ แมฟ” แฮงแมนพูดช้า ๆ ราวกับกำลังประมวลผลข้อมูลอยู่

          “นี่คุณแต่งงานกับบอสของบอสของบอสของบอสของบอสของพวกเราเหรอครับ?” แฟนบอยถามอย่างอึ้งทึ่ง

          แบรดลีย์หันมายิ้มยิงฟันให้เขากับไอซ์ “ผมชอบซีนนี้จัง”

 

 

          พวกเขานั่งล้อมโต๊ะทานอาหาร อิ่มหน่ำสำราญกับเรื่องตลกขบขัน เสียงหัวเราะดังกึกก้องทั่วสวนหลังบ้านของพวกเขา จากเดิมที่เคยเงียบเหงาอยู่กันแค่สองคน ณ ขณะนี้ความเงียบงันดังกล่าวได้เลือนหายไปแล้ว

          มาเวอริคเงยหน้ามองไอซ์ผู้ก้มลงมองเขาพอดี สองมือจับกันประสานแนบแน่น รอยยิ้มถูกแลกเปลี่ยนหลังจากพวกเขาผละจูบออกจากกันเบา ๆ

 

          ณ ขณะนั้น

 

          มาเวอริคมีความสุข

 

 

END